สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในอาคาร KX Knowledge Xchange

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ : พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในอาคาร KX Knowledge Xchange

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมของไทย ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรของ FABLab Bangkok Community  ในอาคาร KX Knowledge Xchange 

  • ทำความรู้จักกับสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม มีบทบาทและหน้าที่ในการเป็นหน่วยประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ กับ ผู้ประกอบการภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินการเพื่อพัฒนาส่งเสริมศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมมาตรฐานไทยสู่ระดับสากล การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ตราสินค้าเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล รวมถึงพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมในภาพรวมด้วย

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในทางปฏิบัติ โดยการดำเนินการผ่าน 3 ศูนย์

1. ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม ดำเนินการศึกษาวิจัยและส่งมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับภาครัฐรวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลอุตสาหกรรมเชิงลึก วิเคราะห์สถานการณ์ทางการผลิตการตลาด และส่งมอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ให้กับภาคเอกชน

2. ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ มีเป้าหมาย เน้นอยู่ที่การพัฒนา 3P ได้แก่ 

  • People พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ในภาคอุตสาหกรรมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
  • Process เน้นยกระดับประสิทธิภาพการผลิต กระบวนการผลิตโดยให้มีการใช้ระบบคุณภาพ หรือแม้แต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ
  • Product ส่งเสริมการออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะห้องปฏิบัติการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ FabLab Bangkok ชั้นใต้ดิน ที่อาคาร KX ซึ่งทำหน้าที่ในการออกแบบต้นแบบและผลิตจำนวน 5-500 ชิ้น สำหรับ Starter ที่ต้องการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

3. ศูนย์บริการผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม มีการให้บริการรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรา 12 ของกระทรวงการคลังที่ยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า 

“เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันได้กับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ที่มีภาษีได้ ด้วยการได้รับสิทธิประโยชน์การงดเว้นภาษี “ 

อีกบริการหนึ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน ตั้งแต่เริ่มทดสอบผลิตภัณฑ์ การสอบเทียบเครื่องมือวัดการตรวจโรงงาน และการรับรองผลิตภัณฑ์ ซึ่งกิจกรรมทั้ง 4 ระบบนี้ก็ได้การรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล 

  • จุดเริ่มต้นของ Electronics Design Lab (EDL) 

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งห้องปฏิบัติการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Design Laboratory) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์

  • Electronics Design Lab (EDL) ทำงานอย่างไร

  1. การบริการ ออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB Design)  แบบ Single-Sided, Double-Sided และ Multilayer โดยการออกแบบเราคำนึงถึงมาตรฐานการออกแบบสำหรับการผลิตด้วยเครื่องจักร รวมถึงการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า และความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI / EMC) เป็นต้น
  2. การบริการ ประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Assembly) ด้วยเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน รองรับทั้งการทำต้นแบบ (Prototyping) และการผลิตระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก (Small-lot Assembly)
  3. การบริการ อบรมด้านการออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB Design)
  • จุดเด่นของ Electronics Design Lab (EDL)

  1. ความปลอดภัยด้านข้อมูลของผู้ประกอบการ
  2. การออกแบบคำนึงถึงการผลิตด้วยเครื่องจักร
  3. การออกแบบสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
  4. งานละเอียดมีคุณภาพ ในราคาบริการที่เหมาะสม
  5. แหล่งที่ตั้งสะดวกต่อการเดินทาง
  • ความท้าทายของ Electronics Design Lab (EDL)

  1. ด้านต้นทุนการสั่งซื้อ Components ด้วยงานผลิตที่หลากหลายและจำนวน 5 -50 ชิ้น ทำให้ราคาต้นทุน Component ค่อนข้างสูง
  2. ด้านกำลังคนของ EDL จำเป็นต้องสร้างบุคลากรขึ้นมาเพิ่มเติม และสนับสนุนงานด้าน วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ
  • ซึ่งตอนนี้เรากำลังเตรียมตู้สำหรับจัดเก็บ Components ซึ่งในอนาคตอาจมีการแชร์โมเดลการเก็บ Components ของผู้ประกอบการที่มาผลิตกับเรา เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ
  • การสร้าง Impact ต่อสังคม

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทในการสนับสนุนอุตสาหกรรม S Curve ที่เป็นนโยบายของภาครัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต เรามีให้บริการให้คำปรึกษาแนะนำวิเคราะห์ระบบอัตโนมัติที่ผู้ประกอบการอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต  รวมถึงจับคู่กับ SI (System Integrator) ที่พัฒนาระบบเหล่านั้น สำหรับยานยนต์อนาคต 

นอกจากนี้ สถาบันก็มีการเตรียมเครื่องมือทดสอบรองรับสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตัว Charging Station ของ EV เอาไว้รองรับอุตสาหกรรม S Curve เหล่านี้ในอนาคตเช่นเดียวกัน

  • ก้าวต่อไปของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

คุณ ภาณุมาศ สอนจันทร์ Senior engineer ตัวแทนของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า เรากำลังเตรียมการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ การทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง KX Knowledge Xchange ในเรื่องของการจัดกิจกรรม workshop, Hackathon และการพัฒนาโปรเจคเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ ร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้สถาบันมีความมุ่งหวังให้ SME ไทยมีผลิตภัณฑ์ตัวเองที่สามารถแข่งขันได้กับสินค้าที่มาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นในเรื่องของระบบการตรวจสอบรับรอง เพื่อให้ได้มาตรฐาน สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้สมบูรณ์แบบ 

เยี่ยมชมหรือใช้บริการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ที่ชั้นใต้ดิน อาคาร KX Knowledge Xchange

หรือติดตามได้ที่ Facebook page : สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ – Electrical and Electronics Institute

The Community Journey: การสร้าง Maker รุ่นใหม่กับงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ที่จังหวัดน่าน

The Community Journey : การสร้าง Maker รุ่นใหม่กับ
งานเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ที่ อ. สันติสุข จ. น่าน

          วันที่ 20-23 เดือนมีนาคม 2022 ที่ผ่านมา FabLab Bangkok ได้มีโอกาสร่วมกัน จัดเวิร์กช็อป (Workshop) กับ KMUTT Social Lab  และ บริษัท วงศ์ไผ่ จำกัด ได้จัดอบรมการทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ การใช้เครื่องมือ การนำวัสดุที่เหลือใช้มาตกแต่งและการทรีทเม้นท์ไผ่ (Bamboo treatment) เพื่อเพิ่มทักษะให้กับชุมชน เพิ่มมูลค่าให้กับไม้ไผ่และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน อ.สันติสุข จ.น่าน และแน่นอนว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เราต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และเป็นการออกนอกสถานที่เพื่อแชร์ประสบการณ์ เทคนิค วิธีคิดและการสร้างสรรค์งานในสไตล์ FabLab Bangkok เพื่อให้กับชุมชน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องลองติดตามดูกัน

             “ไม้ไผ่ ” เป็นวัตถุดิบที่ชุมชนและกลุ่มกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปไผ่ครบวงจร อ. สันติสุข จ.น่าน รู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นวัตถุดิบที่ถูกใช้ในหลาย ๆ บทบาท ถูกใช้ชีวิตประจำวันในหลากหลายมิติ แน่นอนว่า จ. น่านเอง ก็มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่หลายหมื่นไร่ แต่ไม้ไผ่เองกลับ ไม่สร้างรายได้อย่างที่ควรจะเป็น ด้านชุมชนเองก็มีแนวคิดที่อยากจะต่อยอดให้สิ่งที่มี เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น KMUTT Social Lab จึงได้ริเริ่มโครงการ นวัตกรชุมชนน่าน เพื่อพัฒนาทักษะการเพิ่มมูลค่าจากไผ่เพื่อสร้างรายได้ส่งเสริมเป็นอาชีพ ”  เล็งเห็นศักยภาพของ FabLab Bangkok เป็นหนึ่งในหน่วยงานของ KX Knowledge Xchange ที่จะสามารถสนับสนุนในกิจกรรมของการเพิ่มทักษะและแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ชิ้นงานได้  นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางของ FabLab Bangkok ในครั้งนี้

 โจทย์สำหรับวันนี้ คือ 

“เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ที่เข้ากับบริบทของสังคมเมืองที่คนมีพื้นที่การใช้งานค่อนข้างจำกัดและพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น (Modern Style)”  

ดังนั้น งานไม้ไผ่แบบดั้งเดิมจึงไม่เข้ากับสิ่งที่พูดมาตอนต้นเท่าไหร่ ทั้งในเรื่องขนาดและการออกแบบ

            ความยากในการทำงานครั้งนี้ คือ ความแตกต่างกันของผู้ร่วมกิจกรรม ทั้งเรื่องของทักษะและอายุของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป (Workshop) แต่ละคนค่อนข้างห่างกันมาก ๆ มีตั้งแต่วัยรุ่นจนไปถึงคุณปู่-คุณตาวัยเกษียณ ในด้านทักษะช่างก็มีตั้งแต่คนไม่เคยใช้เครื่องมือเลยไปจนถึงช่างทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่แบบมืออาชีพ และเวลาในการทำ เวิร์กช็อป (Workshop) ที่มีอยู่อย่างจำกัด

                “เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่” ต้องถูกออกแบบให้น่าสนใจ ตอบโจทย์บริบทสังคมเมืองเรื่องพื้นที่ใช้สอย ขนาดต้องกะทัดรัดแต่ยังคงความแข็งแรง รูปลักษณ์ต้องไปได้กับไลฟ์ไตล์ (life style) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มคนเมือง ส่วนขั้นตอนการทำงาน ต้องไม่ง่ายจนคนที่มีทักษณะสูงไม่สนใจทำ หรือ ยากจนคนที่ไม่มีทักษะเลยทำตามไม่ได้ และสำคัญที่สุดคือทั้งหมดที่กล่าวมาต้องจบภายใน 2 วัน จากข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้เราตัดสินใจทำ “เก้าอี้บาร์  ”  ในการทำกิจกรรมในครั้งนี้

               เริ่มกิจกรรมด้วยภาคบรรยายที่เกี่ยวข้องกับ หลักการออกแบบเบื้องต้น วิธีคิด วางแผนการผลิต เทคนิคการใช้เครื่องมือแบบต่าง ๆ พูดคุยเพื่อชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องการการออกแบบและวางแผนที่ดีก่อนลงมือทำ เพื่อให้ชุมชนมีหลัก มีตัวช่วยเวลาต้องการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ของตัวเองในอนาคต รวมถึงเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่าย กรณีศึกษาของคนขายงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อชี้ให้เห็นโอกาสและความเป็นไปได้ของงานไม้ไผ่ที่มีอยู่ในตลาด จากนั้นเป็นเรื่องของหลักการในการประกอบเฟอร์นิเจอร์ให้แข็งแรง ด้วยแทนนิคการเข้าเดือยและการดามตามรอยต่อในจุดต่าง ๆ

               การประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ในวันนี้ ใช้เทคนิคของ VC bamboo ที่ใช้หลัการเข้าเดือยไม้ไผ่ที่มีความพอดีกับรูเจาะ โดยใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับหัวเหล่าดินสอในการเตรียมชิ้นงานก่อนประกอบให้พอดีกับรูเจาะร่วมกับการดามแบบสามเหลี่ยมในแต่ละตำแหน่งที่มีการเข้าเดือย ด้วยเทคนิคเหล่านี้สามารถทำให้งานเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ที่ทำขึ้นจากไม้ขนาดเล็กมีความแข็งแรงขึ้นมาได้

การทำกิจกรรมในวันนี้จะเน้นกระบวนการผลิตง่าย ไม่ซับซ้อน และยังใช้เครื่องมือการผลิตแบบพื้นฐานที่ชุมชุนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ชุมชนสามารถนำเทคนิคและวิธีการเหล่านี้ไปต่อยอดกับงานของตนเองให้มีความหลากหลายในอนาคตได้

               ขั้นตอนสุดท้ายที่จะขาดไม่ได้ คือ การเก็บรายละเอียด ตกแต่งชิ้นงานให้เรียบร้อย ทำสีให้สวยงาม เป็นการเพิ่มมูลค่าของชิ้นงานอีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เทคนิคและเวลาในการทำงานค่อนข้างสูงเนื่องจากไม้ไผ่เป็นไม้ที่มีผิวมันและมีส่วนผสมที่เป็นซิลิกา (Silica) ทำให้การทำสีด้วยวิธีปกติไม่ได้ การเตรียมผิวชิ้นงานและการเลือกใช้สีให้ตรงกับสมบัติของไม้ไผ่นั้นจึงเป็นอีกขึ้นตอนที่จะส่งผลต่อคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

             การจัดเวิร์กช็อป (Workshop) จบลงอย่างสนุกสนานและได้รับประสบการณ์ดี ๆ กลับบ้าน ผู้ร่วมกิจกรรมได้รับ “เก้าอี้บาร์” ที่ตัวเองได้ลงมือทำกลับไปใช้งานที่บ้านพร้อมกับความรู้ ความเข้าใจ เทคนิค หลักการออกแบบเบื้องต้นที่จะสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ ที่สำคัญ คือ ชุมชนได้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าการออกแบบที่ดี อ้างอิงกลุ้มเป้าหมาย สามารถเพิ่มโอกาสในการขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากระหว่างการทำเวิร์กช็อป (Workshop) ได้มีผู้ประกอบการเข้ามาพูดคุยเพื่อสอบถามราคากันตั้งแต่ชิ้นงานยังไม่เสร็จเลย

ใครที่สนใจอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ สามารถเพิ่มเพื่อนได้ที่ LINE official: @fablabbkk 

สำหรับคนที่สนใจ ในปีนี้…..  เรามีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ตลอดทั้งปีให้ได้เข้าร่วม 

ติดตามกันได้ที่ 

Facebook : FabLab Bangkok หรือ KX Knowledge Xchange เพื่อไม่พลาดกิจกรรมดี ๆ ที่รออยู

The Community Journey : การทำกระบะของคนปลูกผัก

The Community Journey :
การทำกระบะสำหรับคนปลูกผัก

           เมื่อปลายปีที่แล้วได้มีโอกาสจัดเวิร์กช็อป (Workshop) “งานไม้เบื้องต้น” ภายใต้การสนับสนุนของ FabLab Bangkok โดยมีผู้ร่วมกิจกรรม คือ สมาชิกเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ในเมืองบนฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Urban Farming Business Network)

          เนื่องจากเป็นการจัดเวิร์กช็อป (Workshop) ของตัวเองครั้งแรก ก็เลยไม่มั่นใจว่าจะออกมาถูกใจผู้ร่วมกิจกรรมขนาดไหน แต่สุดท้าย…ทุกคนก็จบคอร์สเรียนอย่างมีความสุขพร้อมกับนำของที่ตัวเองได้ลงมือทำตลอดทั้งวันกลับบ้านอย่างมีความสุข

          กิจกรรมเริ่มขึ้นตอน 09.30 น. ในระหว่างที่รอให้ทุกคนมากันครบนั้นก็มีการพูดคุย แนะนำตัวกันนิดหน่อย ซึ่งก็ทำให้รู้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกิจกรรมนั้นมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ แต่มีความสนใจทางด้าน Circular Urban Farming คล้าย ๆ กัน ก็เลยมีโอกาสได้รวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงคอร์สกระบะปลูกผักนี้ด้วย

        สำหรับโจทย์ของเวิร์กช็อป (Workshop) คือ กระบะปลูกผักที่สามารถขนขึ้นรถเก๋งกลับบ้านได้ แต่มีเงื่อนไขที่ยากกว่า ก็คือ ผู้ร่วมกิจกรรมเองก็ไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้เลย ส่วนใหญ่แล้วไม่มีประสบการณ์ ไม่คุ้นเคยกับการใช้งานอุปกรณ์แต่ละประเภทและก็กลัวอันตรายจากการใช้เครื่องมือ แต่ก็มีความสนใจที่อยากจะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ติดอยู่ที่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ก็เลยไม่เคยได้ลองทำหรือเริ่มซักที

” เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเราสามารถทำสิ่งนั้นได้ หากเราไม่ได้ลงมือทำจริงๆ และหลาย ๆ ครั้ง …ความไม่รู้ก็ทำให้เราความกลัวที่จะลงมือทำและทำให้เราพลาดประสบการณ์เหล่านั้นไป…”

       พราะคำว่าไม่รู้ ไม่มีเคยทำ ไม่มีประสบการณ์ ไม่กล้า ก็เลยเป็นที่มาของการจัดเวิร์กช็อป (Workshop) หรือคอร์สในวันนี้นั่นเอง ไม่รู้ไม่เป็นไร…ปล่อยหัวให้โล่ง ๆ แล้วไปลงมือทำกันเลย

ปรับพื้นฐานด้วยการเล่าถึงที่มา ชนิด/ประเภทของไม้และวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในกิจกรรม รวมถึงวัสดุที่มีความใกล้เคียงกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมและสามารถเลือกซื้อวัสดุได้ตรงกับจุดประสงค์ของการใช้งาน

ไม้ เป็นวัสดุหลักที่ถูกใช้ในการจัดกิจกรรมในวันนี้ ในท้องตลาดบ้านเราก็มีหลากหลายขนาด หลากหลายเกรดและก็หลากหลายราคาให้เลือกใช้ หากเข้าใจว่าแต่ละชนิดมีข้อดี-ข้อเสียเสียยังไง ก็จะเลือกใช้ได้เหมาะสมและคุ้มค่ากับฟังก์ชั่นก์การใช้งานมากที่สุด

” ไม้พาเลท ” คือ หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการทำกระบะปลูกต้นไม้เนื่องจากเป็นวัสดุรีไซเคิล มีราคาถูก มีที่มาจาก “ พาเลทไม้ ” ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้รองรับสินค้า จัดเก็บสินค้าในการขนส่ง เป็นเเท่นที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ เมื่อหมดอายุการใช้งานก็จะถูกรื้อเป็นแผ่น มีตำหนิของรอยตะปูจากการประกอบและกลายเป็น “ ไม้พาเลท ”

” ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน ภายใต้ข้อจำกัดที่มี… “

ไม้พาเลท เป็นวัสดุที่มีความยาวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าต้องการใช้งานขนาดเท่าไหร่ ตอนถอดมาขายก็จะมีขนาดคละกันไป ดังนั้น…การออกแบบกระบะก็ควรจะให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของวัสดุที่มี ส่งผลต่อการกำหนดความกว้างและความยาวของกระบะไม้ หากเรากำหนดขนาดในขั้นตอนการออกแบบไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดวัสดุเหลือทิ้ง ใช้งานได้ไม่คุ้มค่า

              อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การเข้าใจในวิธีทำงานอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้าห้องปฏิบัติงาน (Workshop) ก่อนเริ่มลงมือปฏิบัติผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับการถ่ายทอดหลักการใช้งาน ประเภทของอุปกรณ์/เครื่องมือต่าง ๆ อย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้คนรอบข้าง

” ช่วงแรก ๆ สังเกตได้ถึงความกังวล ก่อนใช้เครื่องมือต้องมีคนประกบ หลัง ๆ มาคือใช้งานได้เองอย่างคล่องแคล่วและกลายเป็นผู้สอนคนอื่นต่อได้เลย”

เครื่องมือมีหลายประเภท แต่ละตัวมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน ไม่มีตัวไหนดีที่สุด มีแต่คำว่าเหมาะที่สุด เมื่อเข้าใจก็เลือกใช้ได้ถูกต้อง กล้าใช้มากขึ้นและสร้างสรรค์ได้ตามที่ตัวเองตั้งใจ สังเกตได้จากผู้ร่วมกิจกรรมหลาย ๆ คน ช่วงแรกยังตกใจกับเสียงเครื่องเลื่อยไฟฟ้า จะใช้แต่เลื่อยมือ พอเข้าใจการทำงานที่ถูกต้อง แต่ช่วงท้ายของเวิร์กช็อป (Workshop) กลับเลือกที่จะใช้แต่เลื่อยไฟฟ้า

” การประกอบ ” เป็นอีกขั้นตอนที่ขาดไม่ได้และมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น ๆ แม้ว่าเราจะออกแบบได้ดีแค่ไหนหรือตัดเตรียมชิ้นงานต่าง ๆ ที่จำเป็นไว้ทั้งหมดแล้วแล้ว แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีหรือเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยึดประกอบที่เหมาะสมแล้วนั้น งานที่เราวางแผนและลงมือทำไว้ก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น… การเข้าใจในวิธีและวัสดุสำหรับการยึดประกอบที่เหมาะสม จะช่วยให้ชิ้นงานหลังการประกอบมีความแข็งแรง สามารถใช้งานได้ยาวนานและเหมาะสมกับฟังก์ชั่นที่เราต้องการและวางแผนไว้ 

การจัดเวิร์กช็อป (Workshop) จบลงอย่างมีความสุข ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนได้รับกระบะปลูกผักที่ตัวเองได้ลงมือทำกลับไปใช้งานที่บ้านพร้อมกับความรู้ ความเข้าใจ เทคนิคการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน หลักการใช้งานเครื่องมือได้อย่างปลอดภัย และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้การความภูมิใจ ความมั่นใจในตัวเองที่สามารถลงมือทำในสิ่งที่เคยคิดว่าทำไม่ได้จนประสบความสำเร็จ สำหรับคนที่สนใจ ในปีนี้…เรามีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ตลอดทั้งปีให้ได้เข้าร่วม

ติดตามกันได้ที่

Facebook Fanpage : FabLab Bangkok หรือ KX Knowledge Xchange

เพื่อไม่พลาดกิจกรรมดี ๆ ที่รออยู่

ขอบคุณที่ติดตามจนจบ

 

สวัสดีครับ 1st (FabLab Maker)

Internet of Things (IoT) and Digital transformation

Internet of Things (IoT) and Digital transformation

          Digital transformation changes people and processes to be suitable for business disruption in the COVID-19 pandemic and the future. The transformation mainly emphasizes the mindset called “Resilience” and workflow with team interaction in your company. As a result, you have created a new solution and output from the business insight under each business unit including finance, account, and other resources. 

           The most important thing in the first step of reorganization is human resource (HR) transformation because The HR team plays a role in recruiting people with the skill set for the company vision. When you set up the new HR team and run on the next steps:

1. Set up Blueprint, Business strategies, and requirements or feedback from each business unit. Moreover, the ownership is mainly managed by the CEO, Executive committees, or the company decision-maker.  

2. “Accessible for All”: Permit for data insight use for all, apply analyzed data for making decisions, and support digital culture in your company. However, privacy data and some information should be assigned to someone who only accesses this data for security in terms of data protection.  

3. “Analytic for All”: Set up a talent team including data scientists, IT officers, engineers, and others to analyze data insight and display data called “data visualization”. The talents use data to empower and support business decision-making. For example, Using sensors and internet connection called “Internet of things(IoT)” monitor machines and performance to gather data in a pool. However, the data are labeled and classified in terms of index value for analytic and prediction.

Source: https://www.youtube.com/watch?v=5OQQZ9eWF-4 

4.Automation”: When you have operated and transformed your company in 1-3 steps already, you get massive labeled data to solve your pain point and generate new solutions. In the case of digital factory transform, you have estimated, optimized operation and maintenance cost. Or you have implemented a robot system to increase productivity and reduce cost.

For additional information: https://www.youtube.com/watch?v=yDVV8I7fI74&list=PLRDNJUsTc-QdwDKOp02rEsfMHhrRQrHHk

FabLab Bangkok partnering with Trotec Laser

FabLab Bangkok partnering with Trotec Laser


Trotec Laser is an international manufacturer of advanced laser technology for laser cutting, laser engraving, and laser marking. The company’s extensive line of quality laser engravers, cutters, and markers, coupled with its service and support offerings, have made Trotec one of the industry’s leaders.

Trotec supports FabLab Bangkok by providing access to a high-performance Laser engraver and laser cutter. Together with FabLab Bangkok’s project- and problem-based learning approach, which allows our members and students to develop the critical thinking, problem-solving and analytical skills needed to be future innovators.

FabLab Bangkok provides access to a suite of digital fabrication and rapid prototyping machines including 3-D printers. The FabLab was still lacking a high-quality laser cutter.

“The Q 400 is a big upgrade of the machinery of our FabLab. Trotec is the Ferrari among Laser cutters.”

Florian Rehm – Innovation Manager @ FabLab Bangkok

The Q series is built from the highest quality components to ensure minimal maintenance requirements. It features the patented InPack TechnologyTM that provides the highest laser lifetime in the market. Additionally, the laser software Ruby® makes laser users’ work simpler, faster, and more profitable.

The partnership between Trotec and FabLab Bangkok enables makers & students access to cutting-edge manufacturing tools and technology in order to educate, innovate and invent like never before.